18 มีนาคม 2553

ไพร่อำมาตย์ และไพร่สถุน

ข้อความตอนหนึ่งในหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหง ได้ทรงบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ ”ไพร่”ไว้ ความว่า "เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจังกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส"
กรุงสุโขทัยเป็นอดีตราชธานีของไทย มีความเจริญรุ่งเรือง เป็นศูนย์กลางทางการปกครอง ศาสนา และเศรษฐกิจ ที่สำคัญของไทยในครั้งกระนั้น การร้องทุกข์ในสมัยนั้นหน้าเมืองจะมีกระดิ่งแขวนไว้เพื่อบริการให้แก่ผู้ร้องทุกข์เข้ามาสั่นกระดิ่ง (คล้ายๆกับเปาบุ้นจิ้น) ในการร้องทุกข์อาจมาเพียงคนเดียวก็ได้ แล้วกระบวนการแก้ไขปัญหาก็เริ่มขึ้น แต่ในที่นี้อยากจะพูดเรื่องไพร่ก่อนนะครับ
“ไพร่” สังคมไทยสมัยโบราณเขาหมายถึง สามัญชนหรือ  ชนชั้นกลางทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในฐานะทาสซึ่งมีสังกัดโดยพระมหากษัตริย์หรือเจ้าขุนมูลนาย ไพร่มีสองประเภทคือ ไพร่หลวง และ ไพร่สม

ไพร่หลวง คือไพร่ที่สังกัดกรมกองต่างๆ เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์โดยตรง ประเภทที่ต้องถูกเกณฑ์มาทำงานตามราชการกำหนด
ไพร่สม เป็นไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้มูลนายและขุนนางที่มีตำแหน่งทางราชการเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน ไพร่สมจะต้องทำงานให้ราชสำนักปีละ 1 เดือน ส่วนเวลาที่เหลือจะไปรับใช้มูลนายหรือส่งเงินทดแทนให้ก็ได้    แต่เมื่อมีสงครามทุกคนต้องเป็นทหารป้องกันอาณาจักร

สำหรับอำมาตย์นั้น คงจะเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัติย์ (ดูจากในละครจักรๆวงศ์ๆ) นายกรัฐมนตรีนั้นคงไม่ใช่อำมาตย์ คงจะเป็น ไพร่สม ซะมากว่า ไม่มีโอกาสได้กระทำการใดๆแทนพระมหากษัติย์ แต่อาจมีข้อยกเว้นในบางเรื่องเช่นเรื่องที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการ ดังนั้นไพร่จึงมีความสำคัญต่อความเป็นสังคมอย่างยิ่ง ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งเป็นผู้ขับเคลื่อนสังคมไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่สังคมได้กำหนดขึ้น ต่างกระทำหน้าที่ไปตามประเภทของไพร่นั้น หากปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ ไพร่ฟ้าก็จะหน้าใส กันทั่วหน้า สำหรับไพร่ที่คอยทำร้ายบ้านเมืองเพื่อเงิน เพื่อสุขความความอยู่รอดของพวกตนเองนั้น เขาเรียกว่า “ไพร่สถุน” ครับ

2 ความคิดเห็น:

  1. เห็นด้วยกับคุณ แต่ขอทราบรายละเอียดอื่นๆได้หรือไม่.....สี?

    ตอบลบ
  2. สีแห่งความถูกต้องและความดี

    ตอบลบ